Make your own free website on Tripod.com

Sun and skin
Home ] know your skin ] [ Sun and skin ] skin beauty ] common  skin problems ] skin links ] contact us ]

 

Home
know your skin
Sun and skin
skin beauty
common  skin problems
skin links
contact us
 

the sun is no fun

photoaging

protect your skin

sunscreen

the sun is no fun

แสงแดดที่ส่องมายังโลกเราประกอบด้วยคลื่นความยาวต่างๆกัน
ที่มีผลต่อผิวหนังคือคลื่นความยาวในช่วงของอุลตราไวโอเลต (ultraviolet)
แสงอุลตราไวโอเลตแบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ UVA,UVB,UVC
มีเพียง  UVA และ UVB เท่านั้นที่มาถึงพื้นโลก

แสงในช่วง UVC ซึ่งมีอันตรายต่อนิวเคลียสของเซลล์ จะถูกกรองโดยบรรยากาศชั้น ozone
ทำให้ไม่สามารถผ่านลงมาถึงพื้นโลกได้
UVB เป็นช่วงความยาวคลื่นที่เป็นตัวการของมะเร็งผิวหนัง และทำให้เกิด sunburn
หรือการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการถูกแสงแดดมากเกินไป
UVBผ่านเข้าไปในผิวหนังได้แค่ชั้นหนังกำพร้า
UVA ผ่านผิวหนังได้มากกว่าคือลงไปถึงชั้นหนังแท้ และสามารถผ่านทะลุกระจกได้
เป็นตัวการที่ทำให้เกิด photoaging เป็นผลสะสมของแสงแดดต่อผิวหนังในระยะยาว 
ทำให้เกิดริ้วรอยย่นบนใบหน้า สีผิวคลํ้าเกิดกระแดด และผิวหนังหยาบกร้านก่อนวัย ปัจจุบันเชื่อว่าUVA เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังด้วย

แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างวิตะมินดี ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก แต่แสงแดดในปริมาณมากเกินไปเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

แสงแดดที่มากเกินไปมีผลอะไรต่อผิวหนัง

เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดนานเกินไป ผิวหนังจะแดงแสบร้อน หรือที่เรียกว่าเกิด sunburn
ซึ่งเกิดจากผลของUVB ต่อผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า
ทำให้เซลล์บวมและมีการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของเซลล์ได้
การเปลี่ยนแปลงของโปรตีนของนิวเคลียสในระยะยาว อาจนำไปสู่การเกิด
มะเร็งผิวหนังได้
ใบหน้าเรามีการแสดงอารมณ์อยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อเล็กๆบนใบหน้ามีการหดตัวและคลายตัวเพื่อแสดงสีหน้า
เนื้อเยื่ออีลาสติกจะช่วยให้ผิวหน้ากลับสู่สภาวะปกติ แต่ถ้าการยืดหยุ่นลดลง ก็จะเกิดริ้วรอยขึ้น
UVA ที่ผ่านลึกลงไปยังชั้นหนังแท้สามารถทำลายเนื้อเยื่อทั้งคอลลาเจนและอีลาสติก
 เนื้อเยื่อคอลลาเจนเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังมีความเต่งตึง และเนื้อเยื่ออีลาสติกช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เมื่อเนื้อเยื่อทั้งสองลดลง
ผิวหน้าจะเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นก่อนวัยอันควร
ผู้ป่วยโรคผิวหนังบางชนิดจะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าคนปกติ เช่น SLE,PMLE,Rosacea เป็นต้น
นอกจากนั้น
ยาบางตัว
ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดเพิ่มขึ้น เช่นยาในกลุ่มเตตราไซคลิน ซัลฟา ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยในกรณีดังกล่าวได้รับแสงแดดมากเกินไป จะทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนังได้
แสงอุลตราไวโอเลตทำให้ภูมิคุ้มกันของผิวหนังลดลง เชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังมากขึ้น
นอกจากนั้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยทั่วไปก็ลดลงด้วย ในบางคนอาจมีแผลร้อนในในปากหลังจากถูกแสงแดดมากเกินไป โรคติดเชื้อบางอย่างอาจมีอาการกำเริบขึ้น เช่น สุกใส เริม เป็นต้น

photoaging

แต่ก่อนเราเชื่อกันว่า การแก่ของผิวหน้าเป็นเรื่องที่กำหนดโดยพันธุกรรม เราไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวเปลี่ยนไป การแก่ส่วนหนึ่งกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการแก่ของเซลล์ผิวหนังด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราไม่ลืมว่า ผิวหนังเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเจอกับสิ่งแวดล้อม ทั้งแสงแดด มลพิษ ความร้อน ความเย็น เนื่องจากผิวหนังมีหน้าที่หลักในการปกป้องร่างกายและอวัยวะภายในจากอันตรายภายนอก

เราเรียกการแก่ที่กำหนดโดยพันธุกรรมว่า intrinsic aging 
และการแก่ที่เป็นผลจากสิ่งแวดล้อมว่าextrinsic aging
ปัจจัยหลักที่มีผลมากที่สุดของextrinsic aging  คือแสงแดด
คุณสามารถดูผลของแสงแดดต่อผิวของคุณได้ โดยเปรียบเทียบผิวหนังบริเวณที่อยู่ในร่มผ้า เช่นหน้าอก แขนด้านในหรือตะโพก กับผิวหนังในบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า แขนด้านนอก ความแตกต่างที่เห็นเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม หรือแสงแดดนั่นเอง ผิวบริเวณในร่มผ้ามีการแก่ตามพันธุกรรมที่กำหนด ซึ่งจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ผิวบริเวณที่ถูกแสงแดดจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม
เราเรียกการแก่ที่เป็นผลจากแสงแดดว่า photoaging

intrinsic aging

ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าบางลง
จำนวนเส้นผม ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ลดลง
เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดลง
ริ้วรอยตื้นๆบนใบหน้า
ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้

extrinsic aging

สีผิวไม่สมํ่าเสมอ กระ ฝ้า
ผิวหน้าแห้ง หยาบกร้าน
หลอดเลือดฝอยขยายตัว หรือเป็นร่างแห
ริ้วรอยลึกบนใบหน้า
เนื้อเยื่ออีลาสติกถูกทำลาย
เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดจำนวนลงอย่างชัดเจน
สามารถแก้ไขกลับคืนได้บางส่วน


แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่กำหนดมากับพันธุกรรมได้
แต่เราสามารถแก้ไขปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมได้บ้างบางส่วน แม้จะไม่ได้ทั้งหมด
อ่านดูที่  skin beauty-antiaging treatment  ดูว่าเราจะหวังผลอะไรได้บ้าง ในการแก้ไข photoaging

แต่การป้องกันย่อมดีที่สุด หัวข้อต่อไปจะแนะนำวิธีว่าจะป้องกันผิวจากแสงแดดได้อย่างไรบ้าง

protect your skin

การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกแสงแดดเลย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการจะกักตัวอยู่แต่ในอาคารก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำด้วย ในประเทศหนาวในช่วงฤดูหนาวซึ่งมีเวลาช่วงกลางวันสั้น และแสงแดดที่มายังพื้นโลกลดลง พบว่าคนเกิดอารมณ์ซึมเศร้า (SAD=seasonal affective disorder) กันจำนวนไม่น้อย
วิธีที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากการอยู่ในแสงแดดมากเกินไป ได้แก่

หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา ๑๐ โมงเช้า ถึง บ่าย ๓ โมง
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ปริมาณแสงแดดจะแรงมากที่สุด 

ถ้าจำเป็นต้องออกไปอยู่ท่ามกลางแดด ควรใส่หมวกปีกกว้าง และสวมเสื้อแขนยาว พยายามอยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา
การใส่แว่นตาที่สามารถกรองแสงอุลตราไวโอเลตได้ จะช่วยลดการเกิดต้อกระจก

ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำในวันที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านและต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด แต่แม้ในวันที่มีเมฆมาก แสงอุลตราไวโอเลตก็สามารถทะลุผ่านก้อนเมฆได้ถึง ๘๐ เปอร์เซนต์
นอกจากนั้น UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้ด้วย การนั่งทำงานใกล้หน้าต่างแม้จะไม่ได้ออกไปภายนอก ก็ยังมีโอกาสได้รับผลของ UVA ซึ่งเป็นตัวการของการแก่ก่อนวัยได้
เวลาไปเที่ยวชายหาด แม้จะอยู่ในร่ม แสงอุลตราไวโอเลตก็สามารถสะท้อนเม็ดทราย ผิวนํ้า มาถึงร่างกายเราได้

sunscreen-your skin's best friend

ถ้าจะถามว่าครีมตัวใดดีที่สุดในการช่วยชลอการแก่ของผิวหน้า คำตอบน่าจะเป็นครีมกันแดด
ส่วนประกอบในครีมกันแดดมี ๒ ชนิด คือ
chemical sunscreen และ physical sunblock
chemical sunscreen ออกฤทธิ์โดยดูดซับแสงอุลตราไวโอเลต
ก่อนที่แสงจะเข้าไปสู่ผิวหนัง ได้แก่ PABA,Benzophenones,Salicylates,Cinnamates,Parsol 1789 ส่วน physical sunblock ออกฤทธิ์โดยสะท้อนแสงอุลตราไวโอเลตออกไป ได้แก่ titanium dioxide, zinc oxide

chemical sunscreen บางตัวกันได้แต่ UVB  เช่น PABA,Cinnamates แต่บางตัวกัน UVA ได้ด้วย เช่น Parsol 1789 Benzophenones
สาร PABA เป็นสารประกอบในครีมกันแดดที่ใช้ในระยะแรกๆ ระยะหลังพบว่ามีการแพ้ได้บ่อย

physical sunblock จะกันได้ดีทั้ง UVAและ UVB 
ครีมกันแดดประเภทนี้ ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดการแพ้

SPF, waterproof, water-resistant คืออะไร

SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราจะสามารถอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่เกิด sunburn ได้นานขึ้นกี่เท่า เมื่อเทียบกับไม่ใช้ครีมกันแดด ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าถ้าในเวลาปกติคุณจะเกิด sunburn ถ้าออกไปอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลาประมาณ ๑๕ นาที เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15  คุณจะสามารถอยู่ได้นานขึ้น ๑๕ เท่าโดยไม่มีอาการ ซึ่งก็เท่ากับ ๒๒๕ นาที หรือ๓ ชั่วโมง ๔๕ นาที

ครีมกันแดดที่มี SPF15 จะกันแสงUVB ได้ประมาณ ๙๓ เปอร์เซนต์  SPF30 จะกันได้ประมาณ ๙๗ เปอร์เซนต์  และSPF2 จะกันได้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซนต์

SPF บอกแต่ปริมาณ UVB ไม่ได้บอกถึง UVA  เนื่องจากใช้ sunburn ซึ่งเป็นผลจาก UVB เป็นตัววัด ในขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่บอกถึงการกัน UVA

waterproof คือครีมกันแดดที่ยังคงสภาพSPF ที่กำหนด
หลังจากทาครีมนี้และอยู่ในนํ้าเป็นเวลา ๘๐ นาที

water-resistant คือครีมกันแดดที่ยังคงสภาพSPF ที่กำหนด
หลังจากทาครีมนี้และอยู่ในนํ้าเป็นเวลา ๔๐ นาที

เราจะใช้ครีมกันแดดอย่างไร 

เลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVAและUVB  หรือที่เรียกว่า broad spectrum sunscreen

เลือกครีมกันแดดอย่างน้อย SPF 15

ทาครีมกันแดดอย่างน้อย ๓๐ นาทีก่อนออกสู่แสงแดด และทาซํ้าทุก ๒ ถึง ๓ ชั่วโมง ถ้ายังต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดต่อไป

เลือกครีมกันแดด waterproof หรือ water-resistant  ถ้าคุณจะว่ายนํ้าหรือออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกมาก

ควรเริ่มใช้ครีมกันแดดตั้งแต่อายุเท่าไหร่

เริ่มได้ตั้งแต่ในวันเด็ก มีการศึกษาว่า ปริมาณแสงแดด ๘๐ เปอร์เซนต์ของที่คนเราได้รับตลอดทั้งชีวิตนั้น
ได้มาตั้งแต่ก่อนอายุ ๑๘ปี และแสงแดดมีผลสะสมต่อเซลล์ของผิวหนัง
 การอยู่ท่ามกลางแสงแดดมากเกินไปในวัยเด็ก เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง และการแก่ก่อนวัยในภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ครีมกันแดดในเด็กที่อายุตํ่ากว่า ๖ เดือน

web address: http:// thaiskin.tripod.com
email: thaiskin@doctor.com